THAMMARAK LAWYER'S

เมนู

คดีแรงงาน

คดีแรงงาน

คดีแรงงาน

คือ ข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง กฎหมายคุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์ แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เลิกจ้างไม่เป็นธรรม จัดหางาน ประกันสังคม เงินทดแทน อุทธรณ์คำวินิจฉัยเจ้าพนักงานตรวจแรงงาน เป็นต้น

องค์คณะ : ผู้พิพากษาศาลแรงงาน ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง

การพิจารณาคดี : ระบบไต่สวน

ศาลชั้นต้น : ศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานภาค 1 - 9

ค่าขึ้นศาล : คดีแรงงานไม่เสียค่าฤชาธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าโจทก์จะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้าง (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 27) รวมทั้งไม่เสียค่าทนายความใช้แทน ด้วย


รูปแบบการดำเนินคดี (ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง จะทำพร้อมกันไม่ได้) :

1. ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานโดยตรง หรือ

2. ยื่นข้อร้องเรียนต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในเขตพื้นที่

การยื่นคำให้การ : ทำเป็นหนังสือก่อนวันนัด (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 37)

อุทธรณ์ : ต้องอุทธรณ์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย และคดีถึงที่สุดในชั้นศาลอุทธรณ์ ตามพ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน หมวด 4 อุทธรณ์ มาตรา 54

ฎีกา : จะต้องได้ขออนุญาตฎีกา โดยให้ยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลแรงงานชั้นต้น ภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

นายจ้างเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน มาตรา 123 : ต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง และต้องวางเงินต่อศาล ตามคำสั่งให้ครบถ้วนก่อน (สามารถขอขยายได้ตามดุลพินิจของศาล)


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6552/2542

   โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามมาตรา 124 เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้วถ้านายจ้างไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ในกรณีที่นายจ้างไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุดตามมาตรา 125 ดังนี้ เมื่อจำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่นำคดีมาสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าว คำสั่งนั้นจึงถึงที่สุดตามมาตรา 125 จำเลยจะดำเนินการในศาลแรงงานในปัญหาดังกล่าวซึ่งรวมตลอดถึงการให้การต่อสู้อีกไม่ได้ ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคท้าย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะต่อสู้คดีว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งคำสั่งอันถึงที่สุดแล้วได้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2551

   การวางเงินต่อศาลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติที่บังคับให้เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่เป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาลต้องปฏิบัติ เพื่อให้เป็นการฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลไม่มีหน้าที่ต้องสั่งหรือเตือนให้นายจ้างที่เป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาลวางเงินดังกล่าว

   โจทก์ผู้เป็นนายจ้างฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ออก ตามมาตรา 124 โดยไม่วางเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 125 วรรคสาม โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลไม่ได้

นิยามที่สำคัญของกฎหมายแรงงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 5

“นายจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง

(1) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง

(2) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย

“ลูกจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร

“ผู้ว่าจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงว่าจ้างบุคคลอีกบุคคลหนึ่งให้ดำเนินงานทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของงานใดเพื่อประโยชน์แก่ตน โดยจะจ่ายสินจ้างตอบแทนผลสำเร็จแห่งการงานที่ทำนั้น

“ผู้รับเหมาชั้นต้น” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับจะดำเนินงานทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของงานใดจนสำเร็จประโยชน์ของผู้ว่าจ้าง

“ผู้รับเหมาช่วง” หมายความว่า ผู้ซึ่งทำสัญญากับผู้รับเหมาชั้นต้นโดยรับจะดำเนินงานทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของงานใดในความรับผิดชอบของผู้รับเหมาชั้นต้นเพื่อประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้าง และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งทำสัญญากับผู้รับเหมาช่วงเพื่อรับช่วงงานในความรับผิดชอบของผู้รับเหมาช่วง ทั้งนี้ ไม่ว่าจะรับเหมาช่วงกันกี่ช่วงก็ตาม

“สัญญาจ้าง” หมายความว่า สัญญาไม่ว่าเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาระบุชัดเจน หรือเป็นที่เข้าใจโดยปริยายซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกบุคคลหนึ่งเรียกว่านายจ้างและนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้

“วันทำงาน” หมายความว่า วันที่กำหนดให้ลูกจ้างทำงานตามปกติ

“วันหยุด” หมายความว่า วันที่กำหนดให้ลูกจ้างหยุดประจำสัปดาห์ หยุดตามประเพณี หรือหยุดพักผ่อนประจำปี

“วันลา” หมายความว่า วันที่ลูกจ้างลาป่วย ลาเพื่อทำหมัน ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น ลาเพื่อรับราชการทหาร ลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ หรือลาเพื่อคลอดบุตร

“ค่าจ้าง” หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้

“ค่าจ้างในวันทำงาน” หมายความว่า ค่าจ้างที่จ่ายสำหรับการทำงานเต็มเวลาการทำงานปกติ

“อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ” หมายความว่า อัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดตามพระราชบัญญัตินี้

“อัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน” (ยกเลิก)

“อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ” หมายความว่า อัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดขึ้นในแต่ละสาขาอาชีพตามมาตรฐานฝีมือ

“การทำงานล่วงเวลา” หมายความว่า การทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกันตามมาตรา ๒๓ ในวันทำงานหรือวันหยุด แล้วแต่กรณี

“ค่าล่วงเวลา” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน

“ค่าทำงานในวันหยุด” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในวันหยุด

“ค่าล่วงเวลาในวันหยุด” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด

“ค่าชดเชย” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง

“ค่าชดเชยพิเศษ” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเพราะมีเหตุกรณีพิเศษที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้

“เงินสะสม” หมายความว่า เงินที่ลูกจ้างจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

“เงินสมทบ” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายสมทบให้แก่ลูกจ้างเพื่อส่งเข้าสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

“พนักงานตรวจแรงงาน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 11/1

   ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว

   ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ


อายุความคดีแรงงาน ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12

อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ได้แก่

ค่าชดเชย (มาตรา 118)

ค่าชดเชยพิเศษทุกจำนวน (มาตรา 120, 121, 122)

เลิกจ้างไม่เป็นธรรม

สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ)

เงินบำเหน็จเกษียณอายุ

เงินประกันการทำงาน

ค่าปรับตามสัญญาจ้าง


อายุความ 5 ปี ตามอาญา มาตรา 95(4) โดยอ้างอิงโทษตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 144 ที่จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ได้แก่


ค่าทำงานในวันหยุด (มาตรา 62, 64)

ค่าล่วงเวลาในวันหยุด (มาตรา 63, 64)

ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี (มาตรา 67)

ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด (มาตรา 70)

ค่าจ้างกรณีนายจ้างให้ลูกจ้างเดินทางไปทำงานท้องที่อิ่น (มาตรา 71, 72)

ค่าจ้างตามอัตราขั้นต่ำ (มาตรา 90)

ทายาทลูกจ้างเรียกค่าจ้าง


อายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (8), (9) ได้แก่


ค่าจ้างตามสัญญาจ้าง (มาตรา 5)

ค่าจ้างสำหรับวันหยุดประจำปี (มาตรา 56, 67, 71, 72)

เงินที่จ่ายแทนค้าจ้าง ระหว่างหยุดกิจการ (มาตรา 75) ระหว่างหยุดใช้เครื่องจักร (มาตรา 105) หรือระหว่างพักงาน (มาตรา 116, 117)

ค่าล่วงเวลา (OT) (มาตรา 5, 61, 65, 72, 74)

ค่าทำงานในวันหยุด (มาตรา 5, 62, 64, 66, 74)

ค่าล่วงเวลาในวันหยุด (มาตรา 5, 63, 64, 65, 72, 74)

ค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าที่พัก

เงินโบนัส

อายุความ คดีฟ้องเรียกค่าปรับตามสัญญาจ้างแรงงาน 10 ปี


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 685/2512

   กรมป่าไม้ทำสัญญาจ้างผู้รับจ้างเฝ้ารักษาไม้ของกลางซึ่งเจ้าพนักงานป่าไม้จับได้และยังอยู่ที่ตอที่ถูกตัดโค่นในป่าระบุชื่อสัญญาว่า 'สัญญาจ้างเฝ้ารักษา' มีข้อสัญญาว่าผู้รับจ้างยอมรับเฝ้ารักษาไม้ของกลางโดยคิดอัตราค่าจ้างเป็นรายท่อนต่อเดือนนับแต่วันทำสัญญาถ้าไม้ซึ่งรับจ้างเฝ้ารักษาขาดหายหรือเป็นอันตรายผู้รับจ้างยอมให้ปรับไหมเป็นรายท่อนตามจำนวนที่สูญหายหรือเป็นอันตราย ระหว่างเวลาที่ผู้รับจ้างรับผิดชอบเฝ้ารักษากรมป่าไม้ผู้จ้างอาจขนไม้ของกลางทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปจากที่เดิมในเวลาใดๆ ก็ได้แต่ต้องแจ้งให้ผู้รับจ้างทราบและทำใบรับไม้ให้ไว้ สัญญานี้เป็นสัญญาจ้างแรงงานมิใช่สัญญาฝากทรัพย์ เพราะอำนาจการครอบครองไม้ของกลางยังอยู่แก่กรมป่าไม้ผู้จ้างผู้รับจ้างเพียงแต่เฝ้ารักษาระวังมิให้ผู้ใดมาลักหรือเกิดภัยพิบัติไม้ของกลางยังอยู่ในป่าตามเดิม ผู้รับจ้างมิได้ชักลากไปเก็บไว้ในความอารักขาของตน

   สิทธิเรียกร้องค่าปรับตามสัญญาจ้างแรงงาน กฎหมายมิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นโดยเฉพาะจึงอยู่ในบังคับอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 ซึ่งมีกำหนดสิบปี

ดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม มาตรา 9

หากนายจ้างไม่คืนหลักประกัน ไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ภายในกำหนดเวลา

กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัด ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

หากไม่คืน เป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุผลอันสมควร ต้องเสียเงินเพิ่มอีกในอัตราร้อยละ 15 ของทุกระยะเวลา 7 วัน จนกว่าจะจ่ายครบ

เงินแต่ละประเภท จ่ายเมื่อไหร่

1. ค่าชดเชย จ่ายทันที

2. ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา จ่ายภายใน 3 วัน

3. เงินประกันการทำงาน จ่ายภายใน 7 วัน


ขั้นตอนกระบวนพิจารณาคดีในศาลแรงงาน

1. ใช้ระบบไต่สวน ศาลจะเป็นผู้ถามคำถามเอง ไม่มีถามค้าน-ถามติง ทนายทั้งสองฝ่ายหรือคู่ความ ถ้าต้องการจะถามเพิ่มเติมต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน หากศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว ศาลมีอำนาจตัดพยานได้เลย ตามเจตนารมณณ์ของกฎหมายแรงงาน คือ คดีต้องไม่เยิ่นเย้อ

2. ฉะนั้น จำเป็นต้องส่งบันทึกคำเบิกความให้ศาลและคู่ความอีกฝ่าย ก่อนวันนัดสืบพยาน ไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ศาลตรวจดูพยาน เพื่อเตรียมไต่สวน

3. หัวใจของการถามเพื่อได้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ถามเพื่อทำลายน้ำหนัก

4. พยานสามารถเข้ามาฟังการพิจารณาพร้อมกันได้ (ไม่ต้องรอนอกห้องพิจารณาคดี)

5. แม้จะพิจารณาไปแค่ไหนแล้ว ศาลสามารถให้ทั้งสองฝ่ายไกล่เกลี่ยได้เสมอ

6. ผู้พิพากษาสมทบ(จากฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง) นำเสนอความเห็นในมุมมองของฝ่ายตนเองเท่านั้น ส่วนข้อกฎหมายผู้พิพากษาศาลแรงงานเป็นผู้กำหนดเอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12184/2553


การสืบพยานในคดีแรงงาน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเองให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยาน ตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เฉพาะศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยหรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยไม่มีสิทธิซักถามพยานที่ตนอ้างมาหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างหรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง เว้นแต่ศาลแรงงานจะอนุญาตให้ซักถามได้เท่านั้น ทั้งการถามพยานฝ่ายที่ตนอ้างหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างนั้น ตามมาตรา 45 วรรคสอง กำหนดให้เป็นการซักถามทั้งสิ้น การซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างจึงไม่เป็นการถามค้าน การสืบพยานดังกล่าวจึงแตกต่างจากการสืบพยานในคดีแพ่งทั่วไป

   การที่จำเลยเบิกความเกี่ยวกับพยานโจทก์จึงหาจำต้องซักถามหรือถามค้านพยานดังกล่าวไว้ก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลังไม่ ที่ศาลแรงงานกลางรับฟังคำเบิกความของจำเลยเป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว


บริการที่ปรึกษากฎหมายแรงงาน ประจำบริษัท ประจำโรงงาน หรือสถานประกอบกิจการ 


เงื่อนไขการบริการ


1. ค่าจ้างที่ปรึกษารายเดือนๆ ละ 20,000- 25,000 บาท


2. ระยะเวลาสัญญาจ้าง ขั้นต่ำคราวละ 3 เดือน


3. เข้าร่วมประชุมร่วมกับบริษัท ณ สำนักงานที่ตั้งหรือออนไลน์ เดือนละ 1 ครั้ง


4. ให้บริการคำปรึกษาทางด้านกฎหมายแรงงาน และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องในลักษณะนายจ้างกับลูกจ้าง


5. เสนอแนะข้อกฎหมาย ทำความเห็นในคดีเบื้องต้น


6. ค่าจ้างเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ไม่รวมถึงการจ้างว่าความในคดีต่างๆในศาล การรับรองเอกสาร Notary Services Attorney ตรวจสอบและร่างเอกสาร สัญญา และหนังสือสำคัญต่างๆ


7. กรณีที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงตามอายุสัญญา และหากทางบริษัทต้องการจะต่ออายุสัญญาหรือทำสัญญาต่อกันขึ้นใหม่ ให้บอกกล่าวทนายความล่วงหน้าก่อนวันครบกำหนดสิ้นสุดของสัญญาไม่น้อยกว่า 15 วัน


8. ทนายตกลงยินยอมให้นิติบุคคลหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีที่กฎหมายกำหนด  


  บริการที่ปรึกษากฎหมายแรงงานและเป็นทนายความในคดีแรงงานของลูกจ้าง

ค่าบริการว่าความ คดีแรงงาน

รูปแบบคดี

ราคา(เริ่มต้น)

    ♦ ว่าความในชั้นศาล

25,000 บาท  ถึง 85,000 บาท 

ขึ้นอยู่กับรูปคดี ระยะทาง และการเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ 

 

    ♦ ที่ปรึกษาประจำองค์กร

เริ่มต้น 20,000 - 25,000 บาท/เดือน 


รับว่าความทั่วประเทศ ทนายคดีแรงงาน ตรวจร่างสัญญา หนังสือเตือน หนังสือเลิกจ้าง ข้อบังคับบริษัท ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเบื้องต้น


สำนักงานกฎหมายธรรมรักษ์ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย 

การตั้งค่าคุกกี้
Thammarak
X
ไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ในการท่องเว็บที่ดียิ่งขึ้น
คุณสามารถยอมรับคุกกี้ทั้งหมดหรือเลือกประเภทของคุกกี้ที่คุณยินดีอนุญาต
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว
เลือกคุกกี้ที่คุณต้องการอนุญาตในขณะที่คุณเรียกดูเว็บไซต์นี้ โปรดทราบว่าคุกกี้บางตัวไม่สามารถปิดได้ เนื่องจากหากไม่มีคุกกี้ เว็บไซต์จะไม่ทำงาน
ความสำคัญ
เพื่อป้องกันสแปม ไซต์นี้ใช้ Google Recaptcha ในแบบฟอร์มการติดต่อ

ไซต์นี้อาจใช้คุกกี้สำหรับอีคอมเมิร์ซและระบบการชำระเงินซึ่งจำเป็นสำหรับเว็บไซต์เพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง
บริการของ Google
ไซต์นี้ใช้คุกกี้จาก Google เพื่อเข้าถึงข้อมูล เช่น หน้าที่คุณเยี่ยมชมและที่อยู่ IP ของคุณ บริการของ Google บนเว็บไซต์นี้อาจรวมถึง:

- Google Maps
- Google Font
ข้อมูล
ไซต์นี้อาจใช้คุกกี้เพื่อบันทึกพฤติกรรมของผู้เข้าชม ติดตามการแปลงโฆษณา และสร้างผู้ชม รวมถึงจาก:

- Google Analytics
- เครื่องมือวัด Conversion ของ Google Ads
- Facebook (Meta Pixel)