คดีล้มละลาย แนวทางและกระบวนการทางกฎหมายอย่างมืออาชีพ
คดีล้มละลาย
คดีล้มละลาย
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 กำหนดหลักเกณฑ์ ลูกหนี้ที่อาจถูกฟ้องล้มละลาย
กรณี เจ้าหนี้ทั่วไป ตามมาตรา 9
1. ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว (หมายถึง สภาพที่ลูกหนี้มี "หนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน" จนกระทั่งไม่พอชำระหนี้)
2. จำนวนหนี้
2.1. บุคคลธรรมดา ต้องมีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ไม่ว่าเจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคน
2.2. นิติบุคคลต้องมีจำนวนหนี้ ไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท ไม่ว่าเจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคน
3. เป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม
กรณี เจ้าหนี้มีประกัน ตามมาตรา 10 (ภายใต้บังคับมาตรา 9)
1. มิได้เป็นผู้ต้องห้าม มิให้บังคับการชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้เกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน และ
2. กล่าวในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้อง ซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดอยู่สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท
เขตอำนาจศาล : ศาลล้มละลายกลาง (ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร A)
การคำนวณยอดหนี้ : ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง สามารถคำนวณจนถึงวันฟ้องคดีล้มละลายได้ เป็นหนี้ที่แน่นอน
หนี้ภาษีอากร ในคดีล้มละลาย
1. ถ้าเป็นหนี้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินแล้ว ยังไม่ได้แจ้งการประเมินให้ลูกหนี้ทราบ ถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน โจทก์ไม่มีสิทธินำหนี้มาฟ้องให้จำเลยล้มละลาย
2. หากได้แจ้งประเมินแล้ว ลูกหนี้ไม่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด หนี้ภาษีอากรนั้นกลายเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน หรือลูกหนี้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ได้คำวินิจฉัยชี้ขาดให้ลูกหนี้ชำระภาษีอากร ถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน
มาตรา 8 ถ้ามีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(1) ถ้าลูกหนี้โอนทรัพย์สินหรือสิทธิจัดการทรัพย์สินของตนให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์แห่งเจ้าหนี้ทั้งหลายของตน ไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร
(2) ถ้าลูกหนี้โอนหรือส่งมอบทรัพย์สินของตนไปโดยการแสดงเจตนาลวง หรือโดยการฉ้อฉล ไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร
(3) ถ้าลูกหนี้โอนทรัพย์สินของตนหรือก่อให้เกิดทรัพยสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเหนือทรัพย์สินนั้น ซึ่งถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะต้องถือว่าเป็นการให้เปรียบ ไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร
(4) ถ้าลูกหนี้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ เพื่อประวิงการชำระหนี้หรือมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้
ก. ออกไปเสียนอกราชอาณาจักร หรือได้ออกไปก่อนแล้วและคงอยู่นอกราชอาณาจักร
ข. ไปเสียจากเคหะสถานที่เคยอยู่ หรือซ่อนตัวอยู่ในเคหะสถาน หรือหลบไป หรือวิธีอื่น หรือปิดสถานที่ประกอบธุรกิจ
ค. ยักย้ายทรัพย์ไปให้พ้นอำนาจศาล
ง. ยอมตนให้ต้องคำพิพากษาซึ่งบังคับให้ชำระเงินซึ่งตนไม่ควรต้องชำระ
(5) ถ้าลูกหนี้ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี หรือไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้
(6) ถ้าลูกหนี้แถลงต่อศาลในคดีใดๆ ว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้
(7) ถ้าลูกหนี้แจ้งให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดของตนทราบว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้
(8) ถ้าลูกหนี้เสนอคำขอประนอมหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
(9) ถ้าลูกหนี้ได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้งซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน และลูกหนี้ไม่ชำระหนี้
แนวทางการปฏิบัติของลูกหนี้ เมื่อได้รับหมายศาล ในการสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย เป็นหน้าที่ของจำเลย
เอกสารสำคัญประกอบการฟ้องคดี
1. คำพิพากษาศาลคดีแพ่ง
2. หนังสือรับรองคดีถึงที่สุด
3. ตารางคำนวณยอดหนี้
4. รายการผลข้อมูลสอบหลักทรัพย์
5. บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน Passport
6. บัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 (รับรองจากสำนักงานบังคับคดี)
7. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
ค่าขึ้นธรรมเนียม
1. ค่าขึ้นศาล 500 บาท
2. เงินประกันค่าใช้จ่ายต่อศาล 5,000 บาท
3. ค่านำส่งหมายเรียกแก่จำเลย ตามระเบียบ 300 - 700 บาท
4. ค่าใช้จ่ายชั้นพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด 10,000 บาท
ระยะเวลาการดำเนินคดี
ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อีกประมาณ 1 ปี 6 เดือน >> พิพากษาให้ล้มละลาย อีกประมาณ 8 เดือน >> คำแถลงปิดคดี
ครบ 3 ปีนับแต่วันพิพากษาให้ล้มละลาย
ขั้นตอนการดำเนินคดี หลังจากศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา
มาตรา 14 ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริง หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง
อธิบาย : ศาลต้องพิจารณาคดีให้ได้ความจริงว่า ลูกหนี้มีคุณสมบัติครบองค์ประกอบที่จะถูกฟ้องคดีล้มละลายหรือไม่
1. เจ้าหนี้ต้องนำสืบให้ได้ความจริงตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ว่าลูกหนี้เป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียว หรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ในกรณีที่ลูกหนี้เป็นบุคคลธรรมดา หรือไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท ในกรณีที่ลูกหนี้เป็นนิติบุคคล และเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน หากเป็นกรณีเจ้าหนี้มีประกันก็ต้องนำสืบให้ได้ความตามมาตรา 10 ด้วย
ถ้าเห็นว่าครบ ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด
2. ลูกหนี้มีสิทธินำพยานเข้าสืบตามข้อต่อสู้
(1) ไม่ได้ความจริงตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 กล่าวคือ ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ ไม่ได้เป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือ
(2) ลูกหนี้นำสืบว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือ
(3) มีเหตุอื่นที่ไม่สมควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย
ถ้าหากไม่ครบองค์ประกอบ หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลจะยกฟ้องทันที
3. ระหว่างการพิจารณาคำฟ้องของเจ้าหนี้และก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ลูกหนี้อาจมีพฤติกรรมไม่น่าวางใจในการโยกย้ายทรัพย์สินไป เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอฝ่ายเดียว โดยทำเป็นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราวได้ ซึ่งศาลจะทำการไต่สวนโดยทันที เมื่อเห็นว่าคดีมีมูลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว วิธีการนี้เป็นการลดทอนความเสียหายของเจ้าหนี้ได้ในระดับหนึ่ง
4. เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเข้าไปดูแล ควบคุม กิจการหรือทรัพย์สิน หรือสิทธิต่างๆแทนลูกหนี้ทันที รวมทั้งการดำเนินคดีแพ่ง การฟ้องร้อง ต่อสู้คดี ประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ด้วย โดยลูกหนี้ต้องส่งมอบทรัพย์สิน เอกสารต่างๆเกี่ยวทรัพย์สินและกิจการของลูกหนี้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และต้องให้ข้อมูลอย่างเป็นจริงด้วย มิฉะนั้น ต้องรับโทษอาญาปรับหรือจำคุกหรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วแต่ดุลพินิจของศาล
5. เจ้าหนี้อื่นอาจแจ้งขอรับชำระหนี้ ในคดีล้มละลายร่วมด้วยตามประกาศคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดซึ่งศาลจะมีกำหนดเวลาไว้
6. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของบรรดาเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาว่า ผู้ใดมีสิทธิในการเข้าเฉลี่ยรับคืนหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามกฎหมาย จากนั้นจึงเรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก เพื่อปรึกษาว่าควรยอมรับคำขอประนอนหนี้ของลูกหนี้(กรณีลูกหนี้ยื่นเรื่องขอประนอมหนี้) หรือควรให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย รวมทั้งวิธีจัดการทรัพย์สินด้วย
7. ศาลจะทำการไต่สวนลูกหนี้ โดยเปิดเผยเพื่อทราบฐานะทางการเงิน เหตุผลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ความประพฤติ จากนั้นจึงมีการพิจารณาคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ตามรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กับความเห็นของที่ประชุมเจ้าหนี้ว่าควรเห็นชอบกับการประนอมหนี้หรือไม่
8.หลังจากศาลพิจารณาเห็นชอบกับการประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับแล้ว จะเริ่มกระบวนการจัดการทรัพย์สินตามข้อตกลงนั้นทันที หากลูกหนี้บิดพลิ้วไม่ยอมชำระหนี้ตามที่ตกลงกันในการประนอมหนี้ หรือทำการถ่วงเวลาโดยไม่มีเหตุอันควร หรือมีเจตนาทุจริต เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานหรือเจ้าหนี้คนใด ย่อมมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องศาลมีอำนาจยกเลิกการประนอมหนี้ และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้เช่นกัน
การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษา
กรณีศาลต้องพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดกฎหมายให้ทำเป็นคำสั่ง แต่กรณีศาลยกฟ้องกฎหมายให้ทำเป็นคำพิพากษา ทั้งนี้ ทั้งสองกรณีถือว่าศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีนั้นแล้ว คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นได้ภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำสั่งหรือคำพิพากษานั้น โดยอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 24 (1), (4)กรณีต่อไปนี้ ศาลต้องพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ตามมาตรา 61 ดังนี้
1. เจ้าหนี้ลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือในคราวถัดไป ขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย
2. ไม่ลงมติประการใด
3. ไม่มีเจ้าหนี้ไปประชุม
4. การประนอมหนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบ
ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดกรณีหนึ่ง ศาลต้องพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ เพื่อแบ่งแก่บรรดาเจ้าหนี้ โดยให้ถือว่าการล้มละลายของลูกหนี้เริ่มต้นมีผลตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ผลหลังจากการเป็นบุคคลล้มละลาย
แนวทางปฏิบัติของลูกหนี้ หลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
1. ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กำหนดเงินเลี้ยงชีพ และหากมีรายได้ในอนาคต ต้องนำส่งให้เจ้าพนักงาน เพื่อนำไปเฉลี่ยคืนแก่เจ้าหนี้
2. การจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก่อนเสมอ
3. ลูกหนี้ออกไปนอกราชอาณาจักรไม่ได้ เว้นแต่ศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตเป็นหนังสือ แม้แต่การย้ายที่อยู่ก็ต้องแจ้งให้ทราบด้วย
เมื่อลูกหนี้ถูกฟ้องคดีศาลจะทำการพิจารณาสืบพยานหลักฐานในได้ความจริง และจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้
ผลของคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของคดีล้มละลาย ซึ่งศาลจะยังไม่ได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายในทันทีซึ่งกรณีดังกล่าว ทำให้ลูกหนี้ที่รับราชการยังไม่ขาดคุณสมบัติการเป็นข้าราชการ และยังคงรับราชการต่อไปได้จนกว่าศาลจะพิพากษาให้ล้มละลายและเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ ไม่ว่าจะกรณีพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวหรือเด็ดขาด ศาลจะส่งหมายแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบ
สิ่งที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติ
1. ติดต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
2. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จะมีหมายเรียก หรือหมายนัดให้ไปพบ
3. นำหมายนัดไปพบเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามกำหนดวันเวลาที่ระบุในหมายโดยเคร่งครัด
4. นำบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้โดยมีรูปกำกับ หรือสำเนาทะเบียนบ้านไปด้วยทุกครั้ง
สิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ ภายหลังมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว
1. ไปสาบานตัว และให้ถ้อยคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการ และทรัพย์สินพร้อมทำบัญชีแสดงกิจการและทรัพย์สิน มาตรา 30(2)
2. ส่งมอบทรัพย์สิน สมุดบัญชี ดวงตราห้างฯหรือบริษัท และเอกสารต่างๆเกี่ยวกับทรัพย์สินและกิจการ ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มาตรา 23 หากฝ่าฝืนมีความผิด มาตรา 163(1)
3. ขอประนอมหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน กำหนด 7 วันนับแต่วันยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน หรือภายในเวลาตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดให้ หรือขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายภายในเวลาที่กำหนด
4. ไปประชุมเจ้าหนี้ทุกครั้ง เมื่อได้รับแจ้งกำหนดวันนัด ตอบคำถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ เกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของตน มาตรา 23
5. ไปให้ศาลไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย เมื่อได้รับแจ้งวันกำหนดนัดจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มาตรา 42, 43 หากฝ่าฝืนมีความผิด มาตรา 162
6. ทำบัญชีรับ-จ่ายทุก 6 เดือน นับแต่ถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์แจ้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทุกครั้ง และต้องส่งเงินที่เหลือให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มาตรา 67 วรรค 2
7. เดินทางออกนอกราชอาณาจักรต้องขออนุญาตจากศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามความจำเป็นและสมควรแก่ฐานะ มาตรา 67 วรรค3
8. ขอค่าเลี้ยงชีพจากเงินได้มาในระหว่างถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามความจำเป็นและสมควร โดยทำบัญชีรายรับจ่าย มาตรา 67 วรรค1
9. อาจขอให้ปลดตนเองจากการล้มละลาย หรือยกเลิกการล้มละลาย ตามวิธีการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
10. รับเงินหรือทรัพย์สินที่เหลือคืนเมื่อหลุดพ้นจากการล้มละลาย
สรุปเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์อำนาจในการจักการทรัพย์สินต่างๆ ของลูกหนี้ตกอยู่ในความดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว
ข้อจำกัดสิทธิหน้าที่ของลูกหนี้ ภายหลังมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว
1. ห้ามกระทำการใดๆ เกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน เว้นแต่กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ มาตรา 24
2. ห้ามดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน มาตรา 22(3), 25
3. เดินทางออกนอกราชอาณาจักร ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มาตรา 67(3)
4. การย้ายที่อยู่จะต้องแจ้งที่อยู่ใหม่ภายในเวลาอันสมควร มาตรา 67(3)
รับสินเชื่อจากบุคคลอื่นตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป ต้องแจ้งให้ทราบว่าตนถูกพิทักษ์ทรัพย์หรือตกเป็นบุคคลล้มละลาย มาตรา 165(1)
การติดตามทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยการเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลภายใน 3 เดือนหรือ 1 ปีก่อนถูกฟ้องล้มละลาย
มาตรา 113 การขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอได้โดยทำเป็นคำร้อง
มาตรา 114 ถ้านิติกรรมที่ขอเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 113 นั้น เกิดขึ้นภายในระยะเวลา 1 ปีก่อนมีการขอให้ล้มละลายและภายหลังนั้น หรือเป็นการทำให้โดยเสน่หาหรือเป็นการที่ลูกหนี้ได้รับค่าตอบแทนน้อยเกินสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการกระทำที่ลูกหนี้และผู้ที่ได้ลาภงอกแต่การนั้นรู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ
มาตรา 115 การโอนทรัพย์สินหรือการกระทำใด ๆ ซึ่งลูกหนี้ได้กระทำหรือยินยอมให้กระทำในระหว่างระยะเวลา 3 เดือนก่อนมีการขอให้ล้มละลายและภายหลังนั้น โดยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนหรือการกระทำนั้นได้
ถ้าเจ้าหนี้ผู้ได้เปรียบเป็นบุคคลภายในของลูกหนี้ ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนหรือการกระทำตามวรรคหนึ่งที่ได้กระทำขึ้นในระหว่างระยะเวลา 1 ปีก่อนมีการขอให้ล้มละลายและภายหลังนั้น
มาตรา 116 บทบัญญัติในมาตรา 115 ไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันได้มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนก่อนมีการขอให้ล้มละลาย
การปลดล้มละลาย
เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว บุคคลล้มละลายอาจได้รับการปลดจากล้มละลายได้ 2 กรณี
1. ศาลได้มีคำสั่งปลดจากการล้มละลาย ตามมาตรา 71 เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า
1.1. ได้แบ่งทรัพย์สินชำระให้แก่เจ้าหนี้ที่ได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และ
1.2. ไม่เป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
2. เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 81/1 กฎหมายบัญญัติให้บุคคลธรรมดาซึ่งศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้วให้ปลดบุคคลนั้นจากล้มละลายทันทีที่พ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย เว้นแต่
2.1. บุคคลนั้นได้เคยถูกพิพากษาให้ล้มละลายมาก่อนแล้วและยังไม่พ้นระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลายครั้งก่อน จนถึงวันที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ครั้งหลังให้ขยายระยะเวลาเป็น 5 ปี
2.2. บุคคลนั้นเป็นบุคคลล้มละลายทุจริตที่ไม่มีลักษณะตาม(3)ให้ ขยายระยะเวลาเป็น 10 ปี เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุผลพิเศษและบุคคลนั้นถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ศาลจะสั่งปลดจากล้มละลายก่อนครบกำหนด 10 ปี ตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือของบุคคลล้มละลายนั้นก็ได้
2.3. บุคคลนั้นเป็นบุคคลล้มละลาย อันเนื่องมาจากหรือเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนให้ขยายระยะเวลาเป็น 10 ปี
ในกรณีที่มีเหตุตาม (1) (2) หรือ (3) มากกว่าหนึ่งเหตุให้ขยายระยะเวลาโดยอาศัยเหตุใดเหตุหนี่งที่มีระยะเวลาสูงสุดเพียงเหตุเดียว
ผลของการปลดจากล้มละลาย ตามมาตรา 71 หรือมาตรา 81/1
ทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ เว้นแต่หนี้เกี่ยวกับภาษีอากร หรือหนี้ซึ่งเกิดความทุจริตฉ้อโกงของบุคคลล้มละลายหรือหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ไม่ได้เรียกร้อง เนื่องจากความทุจริตฉ้อโกง ซึ่งบุคคลล้มละลายมีส่วนเกี่ยวข้องสมรู้ (พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 77 และมาตรา 81/1 วรรคท้าย) และไม่ทำให้บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับบุคคลล้มละลาย หรือรับผิดร่วมกับบุคคลล้มละลาย หรือค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของบุคคลผู้ล้มละลายหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วย (พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 78 และมาตรา 81/1 วรรคท้าย)
ข้อพึงระวังของลูกหนี้ในส่วนการปลดล้มละลาย
บุคคลล้มละลายที่มิได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในการรวบรวม ทรัพย์สินโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลจะมีคำสั่งหยุดนับระยะเวลา ตามมาตรา 81/1 ตั้งแต่วันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอหรือวันที่ศาลมีคำสั่ง จนถึงวันที่ศาลกำหนดโดยจะกำหนดเงื่อนไข หรือไม่ก็ได้เมื่อรวมระยะเวลาทั้งหมดแล้วจะต้องไม่เกิน 2 ปี
วิธีพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย
1. การประนอมหนี้ได้รับความเห็นชอบ และปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วน
2. ศาลยกเลิกการล้มละลาย เมื่อมีเหตุตามมาตรา 135 เช่น
2.1. เจ้าหนี้ไม่ให้ความร่วมมือหรือช่วยเหลือกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
2.2. ลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย ซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
2.3. หนี้สินได้รับการชำระเต็มจำนวนแล้ว
2.4. หลังจากการแบ่งทรัพย์ครั้งสุดท้าย หรือไม่มีทรัพย์จะแบ่งแล้ว ต่อแต่นั้นมาภายใน 10 ปีก็ไม่อาจรวบรวมทรัพย์สินได้อีก และไม่มีเจ้าหนี้ขอให้รวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายอีก
3. ศาลมีคำสั่งปลดจากล้มละลาย
4. ลูกหนี้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อครบ 3 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายใช้กับกรณีเป็นบุคคลธรรมดา และหนี้อันเป็นมูลเหตุที่ฟ้องล้มละลายไม่มีลักษณะเป็นการทุจริต
การยกเลิกการล้มละลาย
เมื่อผู้มีส่วนได้เสีย หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มีคำขอตามมาตรา 135 (1) ถึง (4) ต่อศาลว่ามีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจดำเนินการให้ได้ผลเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย เพราะเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ไม่ช่วย หรือยอมเสียค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่าย หรือวางเงินประกันตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกร้อง และไม่มีเจ้าหนี้อื่นที่สามารถ และเต็มใจกระทำการดังกล่าวแล้วภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ขัดขืนหรือละเลยนั้น
(2) ลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย
(3) หนี้สินของบุคคลล้มละลายได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว
ถ้าลูกหนี้ปฏิเสธหนี้สินรายใด แต่ลูกหนี้ยอมทำสัญญา และให้ประกันต่อศาลว่าจะใช้เงินให้เต็มจำนวนกับค่าธรรมเนียมด้วยก็ดี หรือถ้าหาตัวเจ้าหนี้ไม่พบ แต่ลูกหนี้ได้นำเงินเต็มจำนวนมาวางต่อศาลก็ดี ให้ถือว่าหนี้สินรายนั้นได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว
(4) เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แบ่งทรัพย์ครั้งที่สุดหรือไม่มี ทรัพย์สินทรัพย์สินจะแบ่งให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ต่อแต่นั้นมาภายในกำหนด เวลา 10 ปี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายได้อีก และไม่มีเจ้าหนี้มาขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จัดการรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย
ผลของคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย
1. กรณีที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135(1) และ (2)
แม้เจ้าหนี้จะไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ลูกหนี้ก็ไม่หลุดพ้นจากหนี้สินดังกล่าว เนื่องจากกฎหมายมิได้ยกเว้นว่าหนี้ใดจะต้องหลุดพ้น เพราะคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย จึงแปลได้ว่าหนี้สินทุกชนิดที่ลูกหนี้ มีอยู่ก่อนฟ้องอย่างไรก็คงเป็นหนี้อยู่เช่นเดิมอย่างนั้น ทำให้เจ้าหนี้มีสิทธินำมาฟ้องบังคับคดีได้รวมถึงการนำมาขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายคดีใหม่ด้วย
2. กรณีที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135(1) และ (2)
แม้ว่าทำให้ลูกหนี้ไม่หลุดพ้นจากหนี้สินแต่อย่างใดแต่ถ้าเจ้าหนี้ มิได้นำหนี้ดังกล่าวไปยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือเจ้าหนี้นำหนี้ดังกล่าวไปยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว แต่ได้ถอนคำขอรับชำระหนี้เสียต่อมาเจ้าหนี้ กลับนำหนี้นั้นมาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายอีก ศาลเห็นว่ามีเหตุไม่ควร ให้ลูกหนี้ล้มละลายได้ (ดูฎีกาที่ 588/2535)
3. หากเป็นการยกเลิกการล้มละลาย ตามมาตรา 135(3) และ (4)
ลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวง ไม่นำบทบัญญัติตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 77 มาใช้กับการยกเลิกการล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯมาตรา 135(3) และ (4)
ผู้ค้ำประกัน กับคดีล้มละลาย
1. เมื่อลูกหนี้ (บุคคลธรรมดา / นิติบุคคล) ถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อปลดล้มละลายแล้วลูกหนี้จะพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายโดยผลของกฎหมาย และหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ส่วนผู้ค้ำประกันยังไม่หลุดพ้นจากหนี้ที่ตนค้ำประกัน
2. การประนอมหนี้ในคดีล้มละลาย มีผลทำให้ลูกหนี้เท่านั้นหลุดพ้นจากความรับผิด แต่ไม่รวมถึงผู้ค้ำประกันด้วย ผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดในส่วนที่ขาดอยู่จนครบจำนวนหนี้
3. หากเจ้าหนี้ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ย่อมสิ้นสิทธิที่จะเรียกร้องหนี้จากลูกหนี้ แต่ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดในหนี้ที่ตนประกันอยู่ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้อีกต่อไป ถือว่าลูกหนี้หลุดพ้นจากการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ แต่ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ต่อไป
ปรึกษาคดีล้มละลาย รับว่าความคดีล้มละลาย สำนักงานกฎหมายธรรมรักษ์ ยินดีให้บริการผู้มีอรรถคดีทั่วราชอาณจักร
